การพัฒนาการของฟุตบอลลีกภายในประเทศนั้นมันย่อมส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาฟุตบอลระดับทีมชาติไปด้วยในตัว เพราะการที่เรามีลีกฟุตบอลภายในประเทศที่แข็งแกร่งนั้นมันย่อมมีเวทีให้ผู้เล่นได้พัฒนาฝีเท้าตัวเองมากขึ้น และก้าวขึ้นมาเป็นกำลังรับใช้ทีมชาติด้วยนั่นเอง อย่างกรณีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้เล่นดาวรุ่งที่กำลังทำผลงานได้อย่างดีในการแข่งขันโตโยต้าไทยลีก กับทีมชลบุรี เอฟซี อย่างกฤษฎา กาแมน แข้งเยาวชนทีมชาติไทยนั่นเอง

กฤษฎา กาแมน ซึ่งปัจจุบันมีอายุได้เพียงแค่ 21 ปีนั้น เป็นผลผลิตจากทีมเยาวชนของทีมชลบุรีเองเลย และปัจจุบันเขาได้กลายมาเป็นกำลังหลักในแดนกลางให้กับทีมชุดใหญ่ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถึงแม้ว่าฟอร์มของทีมโดยรวมนั้นชลบุรีในปีนี้จะยังไม่ร้อนแรงซักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองไปถึงพัฒนาการส่วนตัวของกฤษฎาแล้วละก็ต้องบอกว่าน่าประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ด้วยความที่ตัวของเจ้าและห์โดยตำแหน่งธรรมชาติเป็นกองกลางสไตล์บู๊ดุดันที่มีลูกขยันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันจึงทำให้เขาได้รับโอกาสลงสนามค่อนข้างมากเพราะเป็นคุณสมบัติที่ไม่ว่าโค้ชคนไหนก็อยากจะมีอยู่ในทีม และเมื่อได้ลงเล่นบ่อย ๆ มันก็ช่วยให้เขาได้พัฒนาฝีเท้ามากขึ้นไปด้วยในตัว ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดที่เพิ่มขึ้นมาจากความขยันและการจ่ายบอลที่มีอยู่แต่เดิมก็คือ ลูกยิงไกลที่แยบคมมากขึ้น และยังมีการยิงฟรีคิกรวมถึงการเล่นลูกตั้งเตะต่าง ๆ อีกด้วย ทำให้ตอนนี้เขากลายเป็นลูกรักของโค้ชเตี้ยและผู้เล่นคนสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ของทางชลบุรี เอฟซีเลยทีเดียว

ส่วนในระดับทีมชาตินั้นแฟนฟุตบอลชาวไทยเองก็คงจะได้ยินชื่อเขามาแล้วบ้างพอสมควร เพราะชื่อของกฤษฎา กาแมน นั้นมีชื่อติดอยู่ในทีมชาติชุดเยาวชนมาแล้วแทบทุกชุดไล่มาตั้งแต่ 16 ปี 19 ปี 21 ปี และ 23 ปี โดยเฉพาะกับทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 19 ปีนั้น เจ้าและห์ได้ฝากผลงานไว้ให้เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งกำลังสำคัญ ที่พาทีมชุดนั้นก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์อาเซียนรุ่นไม่เกิน 19 ปี ได้สำเร็จ และถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่มีโอกาสลงเล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่แต่ถ้าหากว่าตัวของเขายังคงมีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมแบบนี้เชื่อว่าอีกไม่นานโอกาสนั้นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน

การพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างมากของกฤษฎา กาแมน นั้นมันทำให้เราได้เห็นแล้วว่าพัฒนาการของฟุตบอลลีกอาชีพภายในประเทศนั้นส่งผลดีต่อฟุตบอลทีมชาติไทยมากเพียงใด และยังมีผู้เล่นดาวรุ่งในไทยลีกอีกมากมายหลายคนที่กำลังใช้เวทีแห่งนี้ในการพัฒนาฝีเท้าตัวเอง เพื่อที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยในอนาคต เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อฟุตบอลลีกก็คือแฟนบอลอย่างพวกเราจะต้องช่วยสนับสนุนให้ฟุตบอลลีกของเรามีมาตรฐานที่สูง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ บางทีเป้าหมายสูงสุดของทีมชาติที่เราเคยได้แต่ฝันอาจจะมาถึงในสักวันอันใกล้นี้ก็เป็นได้

หลังจากที่มีข่าวออกมาให้แฟนฟุตบอลชาวไทยได้ตื่นเต้นกันอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ดูเหมือนกับว่าข่าวคราวนั้นดูจะเงียบ ๆ ไป สำหรับข่าวการสนใจในตัวของ เจ ชนาธิป สงกระสินต์ กองกลางตัวรุกสัญชาติไทยของทาง เอลเซ่ ทีมฟุตบอลน้องใหม่ที่พึ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นสู่เวที ลา ลีกา ฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศสเปนได้แบบสด ๆ ร้อน ๆ นั้นมีความสนใจอย่างจริงจังที่จะดึงตัวเจ้าเจไปลากเลื้อยโชว์เพลงแข้งที่แดนกระทิงดุ

ว่ากันว่าทางสโมสรฝั่งนู้นได้เจรจารายละเอียดกับทางผู้จัดการของทางชนาธิปไปเรียบร้อยแล้ว มันจึงทำให้แฟนฟุตบอลชาวไทยตาเป็นประกายเลยทีเดียว เพราะมีความหวังจะได้เห็นนักฟุตบอลขวัญใจของพวกเราได้เล่นบนเวทีระดับโลกแบบนั้น ดังนั้นเมื่อกระแสข่าวที่ออกมาดูเหมือนว่าจะเงียบไปมันเลยทำให้แฟนบอลบ้านเรา ดูจะผิดหวังตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเกิดการตั้งคำถามว่าข่าวที่ออกมานั้นเป็นข่าวจริงหรือว่าเป็นแค่ข่าวโคมลอยกันแน่

ซึ่งหากลองวิเคราะห์กันดูแล้วจะเห็นว่าข่าวนี้มีความเป็นไปได้สูงมากเลยทีเดียวที่จะเป็นความจริง เพราะด้วยความที่เอลเซ่นั้นเป็นทีมน้องใหม่ที่พึ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมา งบประมาณในการทำทีมนั้นน่าจะยังคงมีไม่มากนัก ดังนั้นการดึงแข้งจากตลาดเอเชียน่าจะเป็นทางเลือกในการทำทีมที่เหมาะสม เพราะเราก็เห็นกันมาอยู่บ่อย ๆ ว่าตลาดใหญ่เอเชียอย่างเจลีกนั้นเป็นที่ที่บรรดาทีมเล็กในยุโรปมาจับจ่ายผู้เล่นฝีเท้าดีราคาถูกไปร่วมทีม และปลุกปั้นจนโด่งดังขายทำกำไรมาแล้วตั้งหลายคน และตัวชนาธิปเองก็ถือว่าสอบผ่านในระดับเจลีกมาแล้วอย่างสวยงามอีกด้วย ส่วนในเรื่องสรีระที่ดูแล้วเขาน่าจะเสียเปรียบผู้เล่นต่างชาติอยู่บ้างก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะที่ญี่ปุ่นเขาก็เจอกับคู่ต่อสู้ระดับนี้อยู่มากพอสมควรแถมฟุตบอลสเปนเองก็เน้นที่การจ่ายบอลและการเคลื่อนที่ซึ่งตัวเขาเองก็ทำได้ดีอีกด้วย และนอกจากเรื่องภายในสนามแล้วเรื่องฐานแฟนบอลก็ได้ประโยชน์พอสมควรเลยทีเดียว ด้วยความที่ชนาธิปนอกจากจะเป็นขวัญใจแฟนบอลไทยแล้วเขาก็ยังชนะใจแฟนบอลที่ซัปโปโรไม่น้อยอีกด้วย

เมื่อวิเคราะห์จากปัจจัยบวกที่ว่ามาข้างต้นนั้นจะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ตัวของชนาธิปนั้นจะได้รับความสนใจจากสโมสรเอลเซ่จริง เพียงแต่ว่าอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากที่ทางสโมสรและผู้จัดการส่วนตัวจะจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านความกังวลเกี่ยวการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงไม่สามารถควบคุมได้ หรือความกังวลเรื่องรายรับรายจ่ายของสโมสรหลังการแพร่ระบาดที่ส่งผลกระทบโดยตรงสู่ทุกทีม รวมไปถึงอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวเองที่อาจจะทำให้การตรวจร่างกายยังไม่ผ่านหรือทางเอลเซ่กังวลว่าจะยาว หรือแม้กระทั่งทางฝั่งซัปโปโรเองก็อาจจะยังอยากเก็บเขาไว้ช่วยทีมต่ออีกก็ได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดต้องบอกเลยว่าข่าวนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูง เพียงแต่ว่าจะต้องลุ้นกันแบบยาว ๆ เลยทีเดียวสำหรับแฟนบอลชาวไทย

ฟุตบอลโลก 2022 ที่การ์ต้า ทีมจากทวีปเอเชียจะได้สิทธิ์นอกเหนือจากเจ้าภาพการ์ต้า  4 ครึ่ง สำหรับรอบคัดเลือกโซนเอเชียจะแบ่งเป็นสามรอบ รอบแรกจะเป็นการคัดเลือกทีมที่มีอันดับฟีฟ่าแรงกิ้ง อันดับ 35 ถึง 46 ของทวีป เพื่อหา 6 ทีมเข้าสู่รอบคัดเลือกรอบที่ 2 ซึ่งจะเป็นการแข่งขันแบบแบ่งกลุ่ม 8 กลุ่ม กลุ่มละ 5 ทีม เพื่อหา 12 ทีมเข้าไปเล่นรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย โดยทีมอันดับ 1 ของรอบสองนี้จะได้เข้าไปเล่นรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายได้แบบอัตโนมัติ เช่นเดียวกับทีมอันดับ 2 ที่ดีที่สุด 4 ทีม

สำหรับทีมชาติไทยเราสามารถผ่านเข้ามาเล่นรอบสองได้โดยอัตโนมัติจากอันดับฟีฟ่าแรงกิ้ง โดยทีมชาติไทยอยู่ในกลุ่ม จี ร่วมกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรต เวียดนาม มาเลเซีย และอินนีเซีย ณ ขณะนี้ เหลือกเกมอีก 3 นัดสุดท้าย  ทีมชาติไทยเรารั้งอันดับ 3 ของกลุ่มมี 8 คะแนน ตามหลังอันดับหนึ่ง เวียดนามที่มี 11 คะแนน และมาเลเซียมี 9 คะแนน โปรแกรมที่เหลือของทีมชาติไทย คือการเปิดบ้าเจอกับ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมทั้งการไปเยือน ยูเออี ซึ่งต้องบอกว่าเรายังมีลุ้นกับการเป็นทั้งแชมป์กลุ่ม หรือรองแชมป์กลุ่มที่ดีที่สุดได้

โอกาสยังเปิดกว้าง ได้เปรียบกับการเล่นในบ้าน 2 เกม

สำหรับโอกาสที่จะได้เข้าไปเล่นในรอบคัดเลือกรอบ 3 ต่อไป ยังคงเปิดกว้างอย่สำหรับทีมชาติไทย ถ้าจะมองถึงอันดับ 1 คงต้องลุ้นให้ทางด้านเวียดนามพลาดท่าแพ้บ้างเกมใดเกมหนึ่ง ส่วนไทยต้องชนะรวดทั้ง 3 เกม ซึ่งถือว่ายากพอสมควรเนื่องจากงานหนักคือแมตซ์ที่ต้องยกพลไปเยือน ยูเออี แต่สำหรับอันดับ 2 ที่ดีที่สุด 4 ทีม ยังมีความเป็นไปได้กับการที่เรามีความได้เปรียบจากการได้ลงเล่นในบ้านพบกับ เสือเหลืองมาเลเซีย และ ทีมอิเหนา อินโดนีเซียที่ดูเหมือนทีมชาติไทยเราจะมีความเป็นต่ออยู่พอสมควร ซึ่งหากไทยสามารถเก็บ 6 แต้มกับการเล่นในบ้าน และ ยันเสมอเพื่อ 1 แต้มในเกมเยือน เราจะมี 15 แต้ม ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้เป็นทีมอันดับสองที่ดีที่สุด โดยแต่ละเกมจำเป็นต้องทำประตูให้ได้มากที่สุดไว้ก่อนเพื่อตุนไว้ในกรณีที่ต้องตัดสินกันด้วยประตูได้เสีย

แน่นอนว่าการได้เข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบ 12 ทีมสุดท้าย ย่อมถือเป็นการยกระดับทีมชาติไทยเพื่อให้เราได้อยู่ในระดับต้น ๆ ของทวีป แน่นอนว่าการได้ลงเตะกับทีมระดับท็อปของทวีปย่อมทำให้เรามีความคุ้นเคย ได้ฝึกประสบการเมื่อต้องไปเยือนทีมใหญ่ต่อหน้ากองเชียร์เยอะ ๆ อย่างน้อยก็ถือว่าได้ใกล้เคียงกับการได้ไปเล่นฟุตบอลโลกในทุก ๆ ครั้งของการคัดเลือก และที่สำคัญการได้ไปเล่นรอบ 12 ทีมสุดท้ายยังจะได้สิทธิการไปเล่นฟุตบอลเอเชียน คัพ โดยอัตโนมัติอีกด้วย โดยโอกาสทั้งหมดนี้ ก็อยู่ที่การวางแท็คติคของกุนซือ อากิระ นิชิโนะ และฟอร์มการเล่นของนักเตะ รวมทั้งกำลังใจจากแฟนบอลถึงแม้จะติดปัญหาอุปสรรคจากโควิด – 19 อย่างไรก็แล้วแต่มาร่วมกันลุ้นให้ทีมชาติไทยได้ผ่านเข้ารอบไปให้ได้

ถ้าพูดถึงลีกฟุตบอลแนวหน้าของเอเชียคงหนีไม่พ้น เจลีกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นลีกที่มีมาตรฐานระดับโลก รวมทั้งมีแฟนบอลเข้าชมหนาแน่นทุกนัด ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เหล่าบรรดาทีมใน เจลีก ให้ความสนใจนักเตะไทยและดึงตัวไปร่วมทีมในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เจ้าเจ ชนาธิป สงกระสินธ์ ที่ไปค้าแข้งกับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่  ธีรศิลป์ แดงดา ไปอยู่กับ ชิมิสึ เอสพัลส์ หลังจากที่รอบแรกไปอยู่กับ ซานเฟรชเซ่ ฮิโรชิม่า ส่วนธีราธร บุญมาทัน รอบแรกอยู่กับ วิสเซล โกเบ และย้ายไปอยู่กับ โยโกฮาม่า เอฟมารินอส จนได้เป็นแชมป์ เจลีก ส่วน ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ที่อยู่กับ โออิตะ ตรินิด้า ก่อนย้ายกลับมาเล่นที่ไทย และรายล่าสุด มือกาวอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ที่ย้ายจากโอเฮช ลูเวิร์น ทีมจากลีกเบลเยียม มาอยู่กับ เจ้าเจที่ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่

การได้ไปโชว์ฝีเท้าที่ญี่ปุ่นของบรรดานักเตะทีมชาติไทยทั้งหมดเหมือนเป็นใบเบิกทางให้กับนักเตะไทยคนอื่น ๆ ได้มีแรงกระตุ้น ให้พัฒนาตัวเองและโชว์ฝีเท้าทั้งในสโมสรและทีมชาติเพื่อให้เหล่าแมวมองของทีมต่าง ๆได้มีโอกาสเห็นและดึงตัวไปร่วมทีม อีกทั้งการโชว์ฟอร์มของนักเตะไทยใน เจลีก ยังเป็นเครื่องรับประกันให้กับนักเตะไทยคนอื่น ๆ ว่าสามารถดวลกับนักเตะญี่ปุ่นและนักเตะต่างชาติไน เจลีก ได้อย่างไม่มีปัญหาอีกด้วย

คงจะดีมิใช่น้อยหากมีนักเตะไทยคนอื่น ๆ ได้เจริญรอยตามไปเล่นให้กับทีมต่าง ๆ ในเจลีกเพิ่ม เพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งในแง่ของการฝึกซ้อมอย่างมืออาชีพแบบญี่ปุ่น รวมทั้งการได้ประลองฝีเท้ากับเหล่านักเตะญี่ปุ่นรวมทั้งนักเตะต่างชาติที่มีดีกรีสูงกว่าในไทยลีก เพื่อสร้างประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพเพื่อยกระดับทีมชาติไทยให้ขึ้นมาสู่แนวหน้าของทวีปเอเชียได้ นักเตะไทยคนไหนจะเป็นรายต่อไปที่จะมีโอกาสได้ไปเล่นใน เจลีก

สารัช อยู่เย็น กองกลางห้องเครื่องทีมชาติไทยซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่าได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในลีกอาทิตย์อุทัย จนล่าสุดก็ตกลงปลงใจย้ายไปเล่นให้กับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ซึ่งความเป็นไปได้ในการย้ายทีมของสารัชในฤดูกาลนี้อาจจะยังเป็นไปไม่ได้เนื่องจากเพิ่งย้ายทีมหมาด ๆ แต่หากสารัชโชว์ฟอร์มให้กับต้นสังกัดได้อย่างโดดเด่น รวมทั้งในนามทีมชาติก็มีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้ยินข่าวทีมจากญี่ปุ่นให้ความสนใจสารัช อีกครั้ง และอาจจะได้เห็นมิดฟิลด์เชือกวิเศษผู้นี้ไปโชว์ฝีเท้าในญี่ปุ่นจริง ๆ ก็ได้

ศุภโชค สารชาติ มิดฟิลด์ตัวรุกจากปราสาทสายฟ้า เป็นอีกหนึ่งรายที่ฟอร์มดีทั้งสโมสรและทีมชาติ อีกทั้งยังมีโอกาสได้โชว์ฝีเท้าในรายการเอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก มาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังไม่มีทีมในญี่ปุ่นให้ความสนใจอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยความที่เขาอายุยังน้อย ยังมีโอกาสได้พัฒนาฝีเท้าและโชว์ความสามารถอีกมาก อีกทั้งเป็นผู้เล่นตัวรุกที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง เชื่อว่า ศุภโชคคงมีโอกาสได้ไปเล่นใน เจลีกได้

เอกนิษฐ์ ปัญญา มิดฟิลด์ตัวรุกจากแดนล้านนา เป็นอีกหนึ่งรายที่โชว์ฟอร์มได้ดีมากกับต้นสังกัดชียงราย ยูไนเต็ด รวมทั้งทีมชาติไทย จนมีข่าวทีมจากญี่ปุ่นให้ความสนใจและมีการเปิดเผยว่าเป็นทีมใน เจลีก 2 แต่ทั้งนี้เจ้าตัวยังมีความต้องการรับใช้ต้นสังกัดเชียงราย ยูไนเต็ดต่อไป โดยจะมีรายการสำคัญให้ได้โชว์ฝีเท้าในฟุตบอลถ้วยใหญ่ของเอเชียฤดูกาลหน้า รวมทั้งรายการฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกกับทีมชาติไทย ซึ่งจะเป็นเวทีให้เอกนิษฐ์ ได้โชว์ฝีเท้าให้บรรดาเหล่าแมวมองได้เห็นกันแน่นอน

สำหรับการไปเล่นใน เจลีก ของนักเตะไทย ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับทีมชาติไทยขึ้น แต่ยังทำให้แฟนบอลไทยได้รับชมฟุตบอลลีกญี่ปุ่นโดยที่มีนักเตะไทยลงเล่นอยู่ในจอทีวี ถือว่าเป็นการสร้างสีสันให้กับแฟนบอลอย่างมาก คงจะดีมิใช่น้อยหากแฟนบอลชาวไทยจะได้ติดตามผลงานของนักเตะไทยผ่านการถ่ายทอดสดจากลีกญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหลาย ๆ คน รวมทั้งขยับขยาย ย้ายไปเล่นในเวทีที่ใหญ่ขึ้นอย่างลีกยุโรป แค่คิดก็สนุกแล้ว

เมื่อพูดถึงสโมสรฟุตบอลอาชีพในไทยพรีเมียร์ลีกที่เป็นทีมประจำจังหวัด ก็จะมีหลายทีม อาทิเช่น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เชียงรายยูไนเต็ด, เชียงใหม่ เอฟซี, พีที ประจวบ, ชลบุรี เอฟซี, สุพรรณบุรี เอฟซี, นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี, รายบุรี มิตรผล เอฟซี เป็นต้น ซึ่งก็มีทีมที่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก แล้ว 2 ทีม คือบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและล่าสุด เชียงราย ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของทีมประจำจังหวัด สร้างความภูมิใจให้แฟนบอลในจังหวัดของตัวเอง ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารทีมแบบมืออาชีพจริง ๆ

จะเห็นได้ว่าสโมสรฟุตบอลประจำจังหวัดในไทยพรีเมียร์ลีกล้วนแล้วแต่มีเจ้าของเป็นนักการเมืองประกอบกับมีเจ้าของธุรกิจเป็นหุ้นส่วนซึ่งย่อมทำให้มีเงินลงทุนที่ค่อนข้างหนา ซึ่งประกอบกับบรรดาเจ้าของทีมฟุตบอลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ชื่นชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้ยอมทุ่มเทแรงกายและเม็ดเงินลงทุนกับสโมสนบ้านเกิดของตัวเองจนประสบความสำเร็จได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้การแข่งขันในฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกมีความคู่คี่สูสี และเกิดความสนุกในการแข่งขัน

สร้างโมเดลไปยังทีมระดับภูมิภาคในลีกล่าง

หากต้องการที่จะพัฒนาวงการฟุตบอลลีกอาชีพไทยให้พัฒนาขึ้นเหมือลีกชั้นนำในต่างประเทศ จำเป็นต้องเร่งสร้างโมเดลลักษณะเดียวกันกับ เชียงราย ยูไนเต็ด และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานของทีมประจำจังหวัดนั้นดีอยู่แล้ว คือแต่ละทีมก็จะมีสนามเหย้าเป็นของตัวเอง มีฐานแฟนบอลเป็นของตนเองอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องสร้างความน่าสนใจในทีมเพื่อดึงดูดคนในจังหวัดให้มาเชียร์ทีมประจำจังหวัดของตัวเอง ส่วนที่จะต้องกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงคือ เรื่องของเจ้าของทีมและการบริหารทีม ซึ่งที่ผ่านมาหลายจังหวัดยังมีการบริหารโดย หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. หรือ เทศบาลเมือง ซึ่งถือว่าเป็นแนวความคิดที่ผิดมาก ให้คนที่ไม่มีความรักและความรู้ในเรื่องฟุตบอลเข้ามาบริหารสโมสร รวมทั้งผู้บริหารขององค์กรเหล่านี้ ย่อมมีการผลัดเปลี่ยนเข้าออกตามการเลือกตั้ง ทำให้การบริหารงานไม่ต่อเนื่อง บางทีมถึงขั้นไม่มีค่าจ้างจ่ายให้นักเตะจนทีมแทบจะไม่มีนักเตะเหลือ ผู้บริหารสมาคมฟุตบอล รวมทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรหาแนวทางในการกระตุ้นตรงจุดนี้เพื่อให้มีคนที่มีทุนทรัพย์และมีความรักในฟุตบอลได้มีโอกาสเข้ามาทำทีมฟุตบอลบ้านเกิดอย่างจริงจังเพื่อประโยชน์ของคนในจังหวัดเอง

นอกจากการพัฒนาความเป็นมืออาชีพในการบริหารสโมสรจะทำให้ลีกอาชีพไทยแข็งแรงแล้ว ยังช่วยพัฒนาเรื่องอื่น ๆ ในจังหวัดได้ดีอีกด้วย เช่น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในจังหวัด การแข่งขันในเกมเหย้าแต่ละนัดถ้าบริหารแบบดี ๆ ก็จะมีแฟนบอลเข้าชมหลักพัน หรือหลักหมื่นคน เกิดการสร้างงานต่าง ๆ มีการไหลเวียนของเงินในระบบ ทำให้เศรษฐกิจในจังหวัดดีขึ้น รวมทั้งพัฒนาระบบนักเตะเยาวชนภายในจังหวัดไปในตัว นักเตะเยาวชนจะสามารถมองเห็นเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้ชัดเจนขึ้น ตลอดจนสร้างความรัก ความสามัคคีของคนในจังหวัด เห็นได้ว่าประโยชน์ที่ตามมามากมายมหาศาล ผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านเห็นแล้วจะไม่ช่วยกันทำให้สำเร็จได้ยังไง

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่นิยมอันดับ 1 ของโลกมาอย่างยาวนานเนื่องจากเป็นกีฬาที่สนุก เร้าใจ สวยงามแฝงไปด้วยความคลาสสิค ฟุตบอลมาตรฐานทั่วไปเล่นกันฝั่งละ 11 คน แต่มีคนคิดการแข่งขันฟุตบอลแบบใหม่ขึ้นมาคือการเล่นฟุตบอลแบบ 7 คน ซึ่งมีการย่อส่วนสนามลงมาเพื่อให้เหมาะกับจำนวนคนฝั่งละ 7 คน

ฟุตบอล 7 คนที่เป็นที่รู้จักกันในเมืองไทยก็คือฟุตบอล 7 คน นักเรียน อย่างที่ได้ดูผ่านหน้าจอทีวี จะเห็นได้ว่ามีการทำประตูกันเยอะมากในแต่ละนัด จากการที่สนามเล็กลงกว่าเดิม แต่ประตูยังใช้ขนาดเท่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าสามารถสร้างความมันได้มากกว่าฟุตบอล 11 คน

นอกจากความมันของการได้รับชมแล้ว เราจะได้เห็น การใช้ทักษะต่าง ๆ ของนักเตะ ได้มากกว่าฟุตบอล 11 คน รวมทั้งการวางแท็คติกต่าง ๆ ของผู้ฝึกสอนซึ่งเห็นแล้วตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ฟุตบอล 7 คน ส่วนใหญ่เน้นการต่อบอลบนพื้น เท้าสู่เท้า เน้นการให้บอลเร็ว รวมถึงการหาโอกาสยิงไกลที่จะมีโอกาสได้ประตูมากขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพื้นฐานที่ถ้าฝึกบ่อย ๆ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับฟุตบอล 11 คน ได้เป็นอย่างดี

เป็นเวทีประลองกึ๋นโค้ช สร้างนักเตะเยาวชนขึ้นสู่ทีมชาติ

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน ที่ผ่านมาได้เป็นเวทีให้บรรดากุนซือของโรงเรียนต่าง ๆ ได้ลองฝึกประลองกึ๋น ประชันแท็คติกกันได้ดีเลยทีเดียว เหมาะกับการใช้เป็นเวทีฝึกปรือเพื่อเลื่อนชั้นสู่การเป็นกุนซืออาชีพให้กับสโมสรต่าง ๆ ประกอบกับนักเตะเยาวชนที่ลงเตะก็จะมีเหล่าแมวมองจากสโมสรต่าง ๆ มาชมฟอร์มเพื่อไปเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพ หรือแม้กระทั่งอาจจะได้ติดทีมชาติชุดเยาวชนเลยกก็เป็นได้ ถือว่าเป็นการแข่งขันที่ดีมาก เหล่าผู้จัดการแข่งขันควรรักษาการแข่งขันนี้ไว้ต่อไป และอาจส่งเสริมให้มีรายการแข่งขันลักษณะเดียวกัน สำหรับเยาวชนชุดอื่น ๆ หรือสำหรับบุคคลทั่วไปด้วย

จะเห็นได้ว่าการแข่งขันฟุตบอล 7 คนนั้น แฝงไว้ซึงแท็คติกมากมาย ที่จะสามารถนำไปต่อยอดกับฟุตบอลสนามใหญ่ได้ เช่นการฝึกทักษะการจ่ายบอลที่แม่นยำในพื้นที่ที่แคบกว่าสนามปกติ ฝึกการบีบพื้นที่ การตั้งโซนรับโดยใช้คนน้อย รวมทั้งการเข้าทำในพื้นที่แคบ การยิงไกล การเล่นลูกสูตรฟรีคิก หรือเตะมุม ซึ่งทุกอย่างจะต้องทำด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ ถือว่าเป็นการต่อยอดให้นักเตะเยาวชนได้นำไปใช้พลิกแพลงกับฟุตบอลสนามใหญ่

เมื่อเห็นประโยชน์เช่นนี้คงต้องขอขอบคุณผู้มีอุปการะคุณทั้งหลายที่จัดการแข่งขันฟุตบอล 7 คนขึ้นมา ให้กับนักเตะเยาวชนและโค้ชสมัครเล่นจากโรงเรียนต่าง ได้มาประลองฝีมือกัน ทั้งนี้และทั้งนั้นจำเป็นต้องกระจายโอกาสให้กับทีมโรงเรียนที่อยู่ต่างจังหวัดได้มีโอกาสมาประลองเช่นเดียวกัน

ทีมฟุตบอลทั้งสโมสรและทีมชาติที่จะประสบความสำเร็จย่อมจำเป็นต้องมีเกมรับที่แข็งแกร่ง เสียประตูยาก และตำแหน่งสำคัญที่จะคอยบัญชาการเกมรับของทีมนั่นคือตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ เช่นเดียวกันกับทีมชาติไทย ที่หากหวังจะประสบความสำเร็จในทัวนาเมนต์ต่าง ๆ ย่อมจำเป็นต้องมีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟฝีเท้าดีไว้คอยบัญชาเกมรับให้กับทีมเช่นกัน

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีควรมีความสามารถในการเล่นลูกกลางอากาศได้ดี สามารถอ่านเกมคู่แข่งได้ มีความเร็ว ความนิ่งในการประกบตัวผู้เล่นในแนวรุกคู่แข่ง และสามารถเข้าบอลได้อย่างแม่นยำ  คุณสมบัติแบบนี้ เซนเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติไทยคนไหนมีเกณฑ์เข้าข่ายบ้าง

มานูเอล ทอมเบียร์

กองหลังลูกครึ่งไทย-เยอรมัน จากทรู แบงคอก ยูไนเต็ด น่าจะเป็นตัวเลือกเบอร์ 1 ในทีมชาติไทยในยุคของอากิระ นิชิโนะ ซึ่งต้องถือว่าเป็นกองหลังที่มีความสูงใหญ่ แข้งแกร่ง เล่นลูกกลางอากาศได้ดี มีลูกบู๊ ถึงลูกถึงคน อีกทั้งยังโชว์ฟอร์มได้ดีทั้งในสโมสร และกับทีมชาติในนัดที่ผ่าน ๆ มา ถือเป็นกองหลังที่มีคุณสมบัติค่อนข้างครบเครื่องเมื่อเทียบกับกองหลังไทยคนอื่น ๆ เชื่อว่าถ้าไม่มีปัญหาบาดเจ็บรบกวน มานูเอล ทอมเบีย น่าจะเป็นตัวเลือกเบอร์ 1 ในยุคนิชิโนะไปอีกระยะยาว

พรรษา เหมวิบูลย์   

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นกองหลังที่มีความสูง อยู่ในเกณฑ์ดีสามารถเล่นลูกกลางอากาศได้ดี แต่อาจจะติดที่เรื่องของความเร็วที่อาจจะเป็นจุดอ่อนหากต้องเจอกับกองหน้าที่มีความเร็ว ส่วนเรื่องของฟอร์มการเล่นในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีผิดพลาดบ้าง ยังรักษาฟอร์มได้ไม่คงเส้นคงวา โดยรวมคงจะเป็นตัวเลือกในทีมชาติไทยในยุคอะกิระ นิชิโนะ ได้

เอเลียส ดอเลาะห์

กองหลังจากการท่าเรือ ลูกครึ่งไทย-สวีเดน เป็นกองหลังที่มีความสุงใหญ่ เล่นลูกกลางอากาศดี แต่ติดที่ฟอร์มโดยรวมยังถือว่าไม่นิ่งยังออกอาการผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง หากอยากจะขึ้นมาติดทีมชาติไทยในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางอาจต้องโชว์ฟอร์มในสโมสรให้โดดเด่นขึ้น

สุพรรณ ทองสงค์

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ จากสุพรรณบุรี อายุ เพียงแค่ 25 ปี ถือว่าเป็นกองหลังที่มีอนาคตไกลอีก 1 คน อีกทั้งยังโชว์ฟอร์มได้ดีตลอดทั้งกับสโมสรและทีมชาติ ปัญหาอย่างเดียวของสุพรรณ คือเรื่องของปัญหาอาการบาดเจ็บที่คอยรบกวนอยู่ตลอด หากสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ ถือว่าน่าจะเป็นกองหลังอีก 1 คนที่จะได้สวมเสื้อทีมชาติไทย

ธนบูรณ์ เกษารัตน์

ตำแหน่งธรรมชาติของเจ้าตั้มคือมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ในยุคของซิโก้เป็นเฮดโค้ชได้ปรับเอาธนบูรณ์มาเล่นเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ และก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก จุดเด่นของธนบูรณ์คือการอ่านเกมส์ และความเร็ว ไม่ว่าอย่างไรน่าจะมีชื่อของเขาอยู่ในทีมชาติอย่างแน่นอน เนื่องจากสามารถเล่นได้สองตำแหน่ง

อย่างน้อยก็มีตัวเลือกให้นิชิโนะได้เลือกใช้งานสำหรับตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟอยุ่พอสมควร แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น แต่ละตัวเลือกอาจจะเหมาะกับเกมแต่ละนัดก็เป็นได้ เชื่อว่าอากิระนิชิโนะ คงจะมีตัวเลือกในใจสำหรับตำแหน่งสำคัญในการคุมเกมรับให้กับทีมชาติไทยในสามนัดที่เหลือของการคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบสองอยู่แล้ว รอชมกันต่อไป

VAR หรือ Video Assistance Referee เทคโนโลยีช่วยตัดสินในเกมฟุตบอลได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายไปทั่วโลกทั้งเกมในระดับนานาชาติของฟีฟ่า และเกมในระดับสโมสรในหลายประเทศทั่วโลก มีการลองผิดลองถูก พัฒนาวิธีการให้มีความแม่นยำมากขึ้นอย่างเช่นในกรณีล้ำหน้าที่ขีดเส้นวัดกันระดับเซนติเมตร แต่ก็ยังมีความผิดพลาดและสร้างความสับสนอยู่ให้เห็นกันทั่วไปในหลาย ๆ ลีก ซึ่งหลาย ๆ ลีกที่ได้ใช้กันไปแล้วก็คงหาทางปรับปรุงพัฒนากันต่อไปเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในเกมฟุตบอลมากขึ้นต่อไป

สำหรับไทยพรีเมียร์ลีก ได้เคยนำ VAR เข้ามาทดลองใช้บ้างแล้วในเกมใหญ่ ๆ ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควร และมีกำหนดนำมาใช้อย่างเป็นทางการในฤดูกาล 2020-2021 ซึ่งสาเหตุที่บ้านเรานำมาใช้หลังจากลีกอื่น ๆ อาจเนื่องมาจากความพร้อมของแต่ละสนามอาจจะไม่เหมือนกันทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ หรือการจัดมุมกล้องต่าง ๆ ในสนาม แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะสามารถมองเห็นความผิดพลาดของลีกอื่นก่อนเพื่อนำมาป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับไทยพรีเมียร์ลีกของเรา

ปัจจุบันการแข่งขันในไทยพรีเมียร์ลีกนับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเรื่องของเงินรางวัล ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ความคาดหวังของแฟนบอลและเจ้าของสโมสรที่ทุ่มทุนลงไป และโอกาสที่จะได้ไปเล่นฟุตบอลถ้วยเอเอฟซี แชมป์เปี้ยนลีก ซึ่งจะนำมาซึ่งรายได้มหาศาล ทำให้ผลการแข่งขันในแต่ละนัดมีความสำคัญมาก การตัดสินผิดพลาดของกรรมการจึงนำมาซึ่งความไม่พอใจของนักเตะและเหล่าแฟนบอลอยู่เสมอ การนำเทคโนโลยี VAR เข้ามาช่วยตัดสินในเกมฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีของวงการฟุตบอลไทย

พัฒนาเทคโนโลยีพร้อมกับพัฒนาศักยภาพคนเส้นทางสู่ความยั่งยืน

การมีเทคโนโลยีที่ดีถือเป็นเรื่องดี แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีก็เป็นแค่เครื่องมือที่ถูกใช้โดยคน หากไม่พัฒนาคนไปด้วยก็ย่อมใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เช่นเดียวกับเรื่องของ VAR ซึ่งเป็นเครื่องมือ ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ใช้ก็คือผู้ตัดสิน ซึ่งจะมีอำนาจในการเรียกใช้ VAR และเป็นผู้พิจารณาเหตุการจาก VAR หากผู้ตัดสินยังไม่มีความชำนาญและแม่นยำในการตัดสินมากพอ ก็อาจเกิดปัญหาหรือข้อข้องใจของแฟนบอลเหมือนในลีกอื่น ๆ ได้เช่นกัน

สุดท้ายถ้าจะให้เกมการตัดสินฟุตบอลเป็นไปอย่างสวยงามควรเกิดจากการตัดสินที่ถูกต้องของผู้ตัดสิน ส่วน VAR ก็จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของผู้ตัดสินเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับเช่นเดียวกัน มิใช่มี VAR แล้วก็ยังใช้ VAR ตัดสินผิดพลาดอยู่ เพราะฉะนั้นเราควรรีบหาทางพัฒนาศักยภาพผู้ตัดสิน และพัฒนาเทคโนโลยี VAR ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ทั้งผู้ตัดสินและ VAR มาทำลายรสชาติของเกมฟุตบอลไทยลีก ที่เราร่วมสร้างกันมากว่าหลายปี

เชื่อว่าใครต่อใครที่เล่นกีฬาฟุตบอลต่างก็มีความฝันที่จะกลายเป็นนักเตะอาชีพ แต่จะมีซักกี่คนที่ได้ก้าวไปอยู่ในจุดนั้นได้จริง ๆ หรือถึงแม้จะไปถึงได้ก็เสียเวลาไปหลายสิบปี แต่เราอยากจะแนะนำเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีอายุเพียง 17 ปี ผู้กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมชุดใหญ่ของสโมสรอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่างทีม “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำไมยอดทีมระดับนี้ถึงได้ไว้วางใจให้เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาเป็นกำลังหลักของทีม เพื่อคลายความสงสัยเราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่แน่ว่าหลังอ่านบทความนี้จนจบท่านจะกลายเป็นแฟนคลับของเขาในอนาคตก็เป็นได้

ชีวิตและภาระที่ต้องแบกของเด็กหนุ่มผู้ตามหาความฝัน

ศุภณัฐ เหมือนตา หรือ “แบงค์” เกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2545 ปัจจุบันอายุ 17 ปี ภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ เพียงอายุย่างเข้าขวบปีที่ 4 เขาก็ได้รู้จักกีฬาลูกหนังที่ชื่อว่าฟุตบอล กีฬาที่จะทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปสู่เรื่องราวบทใหม่ในอนาคต ท่ามกลางครอบครัวเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพหลักของชาวภาคอีสานหลายท่าน แบงค์ได้หันมาสนใจการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังโดยมี “เช็ค” สุภโชค สารชาติ พี่ชายต่างพ่อเป็นคนชี้นำเส้นทางเริ่มจากการเป็นนักกีฬาฟุตบอลตัวหลักให้กับโรงเรียนหัวเสือ จังหวัดศรีสะเกษ โดยเขาเริ่มเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าคู่กับพี่ชายของตัวเอง วันเวลาล่วงเลยผ่านไป เช็คผู้เป็นพี่ได้ทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จหลังสามารถคัดตัวผ่านเข้าสู่อะคาเดมี่ของ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่ไทยลีก ขณะนั้นแบงค์ก็ยังคงเป็นนักบอลเดินสายเตะตามทัวนาเมนต์ฟุตบอลต่าง ๆ อยู่ เมื่อเห็นผู้เป็นพี่ก้าวไปสู่ขั้นที่เรียกว่าเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้อย่างเต็มตัว ก็เหมือนเป็นการปลุกไฟในตัว

เมื่ออายุ12ปีบริบูรณ์แบงค์จึงไม่รอช้าเก็บกระเป๋าพร้อมรองเท้าสตั๊ดอาวุธคู่กายมุ่งสู่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่โรงเรียนภัทรบพิตร บุรีรัมย์ โรงเรียนที่เป็นอะคาเดมี่ของทีมปราสาทสายฟ้า ท่ามกลางการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของครอบครัว ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมชั้นนำของไทยลีกก็คงจะไม่พลาดคว้าเพชรเม็ดงามนี้ไว้ในมือ ใช่แล้วเด็กหนุ่มคนนนี้ทำได้สำเร็จแต่ชีวิตที่ต้องห่างไกลบ้านพร้อมแบกความหวังไว้ช่างไม่ง่ายเลย แต่เพราะความรักในฟุตบอลเด็กหนุ่มคนนี้ก้มหน้าก้มตาไล่ล่าความฝันอย่างไม่ลดละ จนผลของความพยายามตอบแทนด้วยการก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและประเดิมสนามเกมไทยลีกครั้งแรกด้วยวัยเพียง 15 ปี 11 เดือนกับอีก 5 วัน ในเกมพบกับนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ซึ่งถือเป็นสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในเกมไทยลีก และยังสามารถพังประตูแรกในเกมเอาชนะแอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ในฤดูกาลเดียวกัน ก่อนที่ต่อมาจะกลายเป็นกำลังหลักให้กับทีมพร้อมสุภโชค สารชาติ พี่ชายแท้ ๆ ของเขาได้สำเร็จ

เชื่อมั่นในตัวเองและลงมือทำ

หากเราเจอความฝันของตัวเองแล้ว การเชื่อมั่นและลงมือทำเหมือนที่ ศุภณัฐ เหมือนตา แสดงให้เห็นว่าอายุไม่ใช่สิ่งที่จำกัดเราได้ ซึ่งผลก็ตามที่เราได้เห็นว่าเขาพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นนักฟุตบอลชื่อดัง รวมถึงกำลังหลักของทีมชาติได้ในอนาคต หวังว่าเราจะได้เห็นหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังและพาทีมชาติประสบความสำเร็จได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ถ้าจะกล่าวว่าประเทศไทยของเราตอนนี้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าของวงการลูกหนังไทยได้ก็คงไม่ผิด หลังหลายปีที่ผ่านมาทุกสายตาบนโลกต่างจับจ้องมาทั้งที่ทีมชาติและตัวนักเตะ ในยุคก่อน ๆ หากจะหานักเตะที่สามารถไปเล่นในลีกฟุตบอลระดับท็อปของโลกได้คงจะมีน้อยคนและเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะสมัยนั้นฟุตบอลขอลประเทศไทยโดยเฉพาะฟุตบอลระดับลีกอาชีพยังเป็นรองและไม่มีมาตรฐานถึงเพียงนี้ แต่ปัจจุบันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นนักเตะของไทยได้ไปค้าแข้งยังลีกต่าง ๆ เริ่มจากการที่เราได้เห็น “ธีรศิลป์ แดงดา” ได้ลงเล่นในลาลีกาสเปน ลีกชั้นนำระดับโลกตามด้วยการได้เห็นนักเตะไทยไปค้าแข้งยัง “เจลีก” ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้ชื่อว่าเป็นลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของทวีปเอเชียเราที่ตอนนี้มีทั้ง ชนาธิป สงกระสินธ์,ธีรธร บุญมาทัน และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ไปค้าแข้งอยู่และสามารถทำผลงานได้อย่างประทับใจโดยเฉพาะ ชนาธิป สงกระสินธ์ ที่อยู่กับสโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร มาแล้ว 3 ฤดูกาลติดต่อกัน สามารถยึดตัวจริงภายในทีมและเป็นตัวหลักสำคัญได้ และมีหลายเกมที่พวกเขามีส่วนร่วมในชัยชนะของทีมจนเรียกเสียงเฮจากนักพนันได้เลย

ความมุ่งมั่น ทุ่มเท นำมาสู่การยอมรับ

ต้องบอกว่าการที่จะไปเล่นยังเจลีกที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วสามารถประสบความสำเร็จได้นั้นนอกจากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังต้องมีความมุมานะ ขยัน อดทน ที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างมาก ในการใช้ชีวิตของคนประเทศนี้ในช่วงแรกเราอาจจะเห็นนักเตะของประเทศไทยทั้ง 3 คนที่กล่าวมามีความยากลำบากในการค้าแข้งที่เจลีก เนื่องจากภาษาในการสื่อสารที่ยังไม่ชำนาญ การที่ต้องพบกับระบบแท็คติกใหม่ ๆ และที่สำคัญการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม ที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นดาวเด่นของประเทศตัวเองอยู่แล้ว

แต่อย่างที่รู้กันคนไทยเป็นบุคคลประเภทที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ยิ้มง่าย และขยันหมั่นเพียร นักเตะทั้ง 3 ต่างตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อม ไม่สนใจในคำวิจารณ์ต่าง ๆ และเมื่อถึงเวลาลงสนามพวกเขาต่างก็ทำผลงานออกมาได้ดีอยู่บ่อยครั้ง ทั้ง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ที่อยู่กับโออิตะ ทรินิตะ น้องใหม่จากเจลีก ที่เจ้าตัวมีส่วนช่วยให้ทีมทะยานขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนหัวตารางได้, ชนาธิป สงกระสินธ์ รายนี้ต้องบอกว่าช่วงเวลา 3 ฤดูกาลในถิ่นซัปโปโรโดมกับทีมคอนซาโดเล่ ซัปโปโร เขากลายเป็นตัวหลักในแนวรุกมีส่วนช่วยยกระดับทีมอย่างมาก นอกจากนั้นแล้วยังกลายเป็นบุคคลที่รักยิ่งของชาวเมืองนี้ด้วย ถึงขนาดมีเพลงเชียร์เป็นชื่อตนเอง สุดท้ายคือ โก๋อุ้ม ธีรธร บุญมาทัน ที่กลับมาค้าแข้งที่เจลีกด้วยสัญญายืมตัวอีกครั้ง แม้ในช่วงแรกผลงานของเขากับทีมโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส จะทำได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อมีเวลาปรับตัวกับทีมใหม่มากพอ ตอนนี้เขากลายเป็นหัวใจในแนวรับทางด้านซ้ายที่ทีมแทบจะขาดเขาไม่ได้ไปแล้ว ที่สำคัญตอนนี้ทีมของเจ้าตัวยังมีลุ้นในการไล่ล่าคว้าแชมป์เจลีกได้อีกด้วย ซึ่งหากทำได้เขาจะกลายเป็นนักเตะไทยคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์เจลีก ได้อีกด้วย ใครที่เลือกเดิมพันข้างทีมของเจ้าอุ้มไว้ เรียกว่าหายห่วงไปได้พอสมควร

กรุยทางสู่อนาคตใหม่

เมื่อมีผู้บุกเบิกไปโชว์ ฝีเท้าให้ชาติอื่นได้เห็นถึงศักยภาพของนักเตะไทยแล้ว เชื่อว่าต่อจากนี้เราจะได้เห็นนักเตะไทยทั้งชุดใหญ่และเยาวชนได้ไปเปิดประสบการณ์ค้าแข้งยังลีกต่างแดนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก เพราะพวกเขาเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วจะกลับมาเป็นกำลังหลักให้แก่ทีมชาติไทยของเราในอนาคตได้อย่างแน่นอน