เชื่อว่าใครต่อใครที่เล่นกีฬาฟุตบอลต่างก็มีความฝันที่จะกลายเป็นนักเตะอาชีพ แต่จะมีซักกี่คนที่ได้ก้าวไปอยู่ในจุดนั้นได้จริง ๆ หรือถึงแม้จะไปถึงได้ก็เสียเวลาไปหลายสิบปี แต่เราอยากจะแนะนำเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีอายุเพียง 17 ปี ผู้กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมชุดใหญ่ของสโมสรอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่างทีม “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำไมยอดทีมระดับนี้ถึงได้ไว้วางใจให้เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาเป็นกำลังหลักของทีม เพื่อคลายความสงสัยเราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่แน่ว่าหลังอ่านบทความนี้จนจบท่านจะกลายเป็นแฟนคลับของเขาในอนาคตก็เป็นได้

ชีวิตและภาระที่ต้องแบกของเด็กหนุ่มผู้ตามหาความฝัน

ศุภณัฐ เหมือนตา หรือ “แบงค์” เกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2545 ปัจจุบันอายุ 17 ปี ภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ เพียงอายุย่างเข้าขวบปีที่ 4 เขาก็ได้รู้จักกีฬาลูกหนังที่ชื่อว่าฟุตบอล กีฬาที่จะทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปสู่เรื่องราวบทใหม่ในอนาคต ท่ามกลางครอบครัวเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพหลักของชาวภาคอีสานหลายท่าน แบงค์ได้หันมาสนใจการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังโดยมี “เช็ค” สุภโชค สารชาติ พี่ชายต่างพ่อเป็นคนชี้นำเส้นทางเริ่มจากการเป็นนักกีฬาฟุตบอลตัวหลักให้กับโรงเรียนหัวเสือ จังหวัดศรีสะเกษ โดยเขาเริ่มเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าคู่กับพี่ชายของตัวเอง วันเวลาล่วงเลยผ่านไป เช็คผู้เป็นพี่ได้ทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จหลังสามารถคัดตัวผ่านเข้าสู่อะคาเดมี่ของ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่ไทยลีก ขณะนั้นแบงค์ก็ยังคงเป็นนักบอลเดินสายเตะตามทัวนาเมนต์ฟุตบอลต่าง ๆ อยู่ เมื่อเห็นผู้เป็นพี่ก้าวไปสู่ขั้นที่เรียกว่าเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้อย่างเต็มตัว ก็เหมือนเป็นการปลุกไฟในตัว

เมื่ออายุ12ปีบริบูรณ์แบงค์จึงไม่รอช้าเก็บกระเป๋าพร้อมรองเท้าสตั๊ดอาวุธคู่กายมุ่งสู่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่โรงเรียนภัทรบพิตร บุรีรัมย์ โรงเรียนที่เป็นอะคาเดมี่ของทีมปราสาทสายฟ้า ท่ามกลางการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของครอบครัว ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมชั้นนำของไทยลีกก็คงจะไม่พลาดคว้าเพชรเม็ดงามนี้ไว้ในมือ ใช่แล้วเด็กหนุ่มคนนนี้ทำได้สำเร็จแต่ชีวิตที่ต้องห่างไกลบ้านพร้อมแบกความหวังไว้ช่างไม่ง่ายเลย แต่เพราะความรักในฟุตบอลเด็กหนุ่มคนนี้ก้มหน้าก้มตาไล่ล่าความฝันอย่างไม่ลดละ จนผลของความพยายามตอบแทนด้วยการก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและประเดิมสนามเกมไทยลีกครั้งแรกด้วยวัยเพียง 15 ปี 11 เดือนกับอีก 5 วัน ในเกมพบกับนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ซึ่งถือเป็นสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในเกมไทยลีก และยังสามารถพังประตูแรกในเกมเอาชนะแอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ในฤดูกาลเดียวกัน ก่อนที่ต่อมาจะกลายเป็นกำลังหลักให้กับทีมพร้อมสุภโชค สารชาติ พี่ชายแท้ ๆ ของเขาได้สำเร็จ

เชื่อมั่นในตัวเองและลงมือทำ

หากเราเจอความฝันของตัวเองแล้ว การเชื่อมั่นและลงมือทำเหมือนที่ ศุภณัฐ เหมือนตา แสดงให้เห็นว่าอายุไม่ใช่สิ่งที่จำกัดเราได้ ซึ่งผลก็ตามที่เราได้เห็นว่าเขาพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นนักฟุตบอลชื่อดัง รวมถึงกำลังหลักของทีมชาติได้ในอนาคต หวังว่าเราจะได้เห็นหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังและพาทีมชาติประสบความสำเร็จได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ถ้าจะกล่าวว่าประเทศไทยของเราตอนนี้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าของวงการลูกหนังไทยได้ก็คงไม่ผิด หลังหลายปีที่ผ่านมาทุกสายตาบนโลกต่างจับจ้องมาทั้งที่ทีมชาติและตัวนักเตะ ในยุคก่อน ๆ หากจะหานักเตะที่สามารถไปเล่นในลีกฟุตบอลระดับท็อปของโลกได้คงจะมีน้อยคนและเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะสมัยนั้นฟุตบอลขอลประเทศไทยโดยเฉพาะฟุตบอลระดับลีกอาชีพยังเป็นรองและไม่มีมาตรฐานถึงเพียงนี้ แต่ปัจจุบันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นนักเตะของไทยได้ไปค้าแข้งยังลีกต่าง ๆ เริ่มจากการที่เราได้เห็น “ธีรศิลป์ แดงดา” ได้ลงเล่นในลาลีกาสเปน ลีกชั้นนำระดับโลกตามด้วยการได้เห็นนักเตะไทยไปค้าแข้งยัง “เจลีก” ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้ชื่อว่าเป็นลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของทวีปเอเชียเราที่ตอนนี้มีทั้ง ชนาธิป สงกระสินธ์,ธีรธร บุญมาทัน และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ไปค้าแข้งอยู่และสามารถทำผลงานได้อย่างประทับใจโดยเฉพาะ ชนาธิป สงกระสินธ์ ที่อยู่กับสโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร มาแล้ว 3 ฤดูกาลติดต่อกัน สามารถยึดตัวจริงภายในทีมและเป็นตัวหลักสำคัญได้ และมีหลายเกมที่พวกเขามีส่วนร่วมในชัยชนะของทีมจนเรียกเสียงเฮจากนักพนันได้เลย

ความมุ่งมั่น ทุ่มเท นำมาสู่การยอมรับ

ต้องบอกว่าการที่จะไปเล่นยังเจลีกที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วสามารถประสบความสำเร็จได้นั้นนอกจากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังต้องมีความมุมานะ ขยัน อดทน ที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างมาก ในการใช้ชีวิตของคนประเทศนี้ในช่วงแรกเราอาจจะเห็นนักเตะของประเทศไทยทั้ง 3 คนที่กล่าวมามีความยากลำบากในการค้าแข้งที่เจลีก เนื่องจากภาษาในการสื่อสารที่ยังไม่ชำนาญ การที่ต้องพบกับระบบแท็คติกใหม่ ๆ และที่สำคัญการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม ที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นดาวเด่นของประเทศตัวเองอยู่แล้ว

แต่อย่างที่รู้กันคนไทยเป็นบุคคลประเภทที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ยิ้มง่าย และขยันหมั่นเพียร นักเตะทั้ง 3 ต่างตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อม ไม่สนใจในคำวิจารณ์ต่าง ๆ และเมื่อถึงเวลาลงสนามพวกเขาต่างก็ทำผลงานออกมาได้ดีอยู่บ่อยครั้ง ทั้ง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ที่อยู่กับโออิตะ ทรินิตะ น้องใหม่จากเจลีก ที่เจ้าตัวมีส่วนช่วยให้ทีมทะยานขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนหัวตารางได้, ชนาธิป สงกระสินธ์ รายนี้ต้องบอกว่าช่วงเวลา 3 ฤดูกาลในถิ่นซัปโปโรโดมกับทีมคอนซาโดเล่ ซัปโปโร เขากลายเป็นตัวหลักในแนวรุกมีส่วนช่วยยกระดับทีมอย่างมาก นอกจากนั้นแล้วยังกลายเป็นบุคคลที่รักยิ่งของชาวเมืองนี้ด้วย ถึงขนาดมีเพลงเชียร์เป็นชื่อตนเอง สุดท้ายคือ โก๋อุ้ม ธีรธร บุญมาทัน ที่กลับมาค้าแข้งที่เจลีกด้วยสัญญายืมตัวอีกครั้ง แม้ในช่วงแรกผลงานของเขากับทีมโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส จะทำได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อมีเวลาปรับตัวกับทีมใหม่มากพอ ตอนนี้เขากลายเป็นหัวใจในแนวรับทางด้านซ้ายที่ทีมแทบจะขาดเขาไม่ได้ไปแล้ว ที่สำคัญตอนนี้ทีมของเจ้าตัวยังมีลุ้นในการไล่ล่าคว้าแชมป์เจลีกได้อีกด้วย ซึ่งหากทำได้เขาจะกลายเป็นนักเตะไทยคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์เจลีก ได้อีกด้วย ใครที่เลือกเดิมพันข้างทีมของเจ้าอุ้มไว้ เรียกว่าหายห่วงไปได้พอสมควร

กรุยทางสู่อนาคตใหม่

เมื่อมีผู้บุกเบิกไปโชว์ ฝีเท้าให้ชาติอื่นได้เห็นถึงศักยภาพของนักเตะไทยแล้ว เชื่อว่าต่อจากนี้เราจะได้เห็นนักเตะไทยทั้งชุดใหญ่และเยาวชนได้ไปเปิดประสบการณ์ค้าแข้งยังลีกต่างแดนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก เพราะพวกเขาเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วจะกลับมาเป็นกำลังหลักให้แก่ทีมชาติไทยของเราในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาของวงการฟุตบอลไทยคงจะไม่มีใครกล้าปฎิเสธถึงความยิ่งใหญ่ของสโมสร “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” หรือที่รู้จักกันในฉายา “ปราสาทสายฟ้า” ที่เดินหน้ากวาดถ้วยแชมป์มาแล้วอย่างมากมาย แต่ต้องบอกว่ากว่าที่สโมสรทีมนี้จะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วอย่างมากมายนับไม่ถ้วน จุดเริ่มต้นนับตั้งแต่ที่ คุณเนวิน ชิดชอบ เจ้าของและประธานสโมสรของทีมในปัจจุบันตัดสินใจซื้อทีมฟุตบอลสโมสร “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” อดีตทีมเก่าแก่ของประเทศไทยในปี พ.ศ.2552 และปีต่อมาจากนั้นก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อของสโมสรเป็น บุรีรัมย์ พีอีเอ ตามด้วยการย้ายถิ่นฐานของทีมจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสู่จังหวัดบุรีรัมย์ในถิ่นภาคอีสานจนสุดท้ายมาลงตัวในนามของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เรารู้จักกัน จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้แล้วก็นับได้เป็นเวลา 10 ปีที่ทีมทีมนี้พัฒนาสู่แถวหน้าทั้งในประเทศและทวีปเอเชีย รวมถึงมีนักเตะชั้นเยี่ยมมาค้าแข้งด้วยอย่างมากมาย

ถ้วยแชมป์ที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีของปราสาทสายฟ้า

การจะกลายเป็นสโมสรชั้นนำของประเทศได้นั้นสิ่งที่จะต้องทำให้ได้คือการคว้าแชมป์ให้ได้และคุณสมบัติที่กล่าวมานี้นั้นทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็สามารถทำได้บ่อยครั้ง โดยเพียงฤดูกาลแรกในปี พ.ศ.2554-2555 ที่ได้ทำการใช้ชื่อทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ในการลงแข่งพวกเขาก็สามารถกวาดไปได้ทั้ง 3 แชมป์ภายในประเทศ เริ่มต้นจากการคว้าแชมป์ไทยลีกก่อนจบฤดูกาลได้ก่อนถึง 4 นัด เก็บไปได้ทั้งสิ้น 85 แต้ม ยิงไปได้ถึง 49 ประตู ตามมาด้วยการคว้าแชมป์บอลถ้วยรายการเอฟเอคัพ จากการเฉือนเอาชนะ “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปได้ 1-0 จากประตูชัยของ แฟรงค์ อาเชียมปง มิดฟิลด์ตัวเก่งของทีมในเวลานั้น ก่อนสุดท้ายจะมาปิดฤดูกาลในการแข่งขันฟุตบอลรายการโตโยต้า ลีกคัพ ซึ่งบุรีรัมย์ยังคงโชว์ฟอร์มไร้เทียมทานหลังเอาชนะ “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี ไปได้ 2-0 เรียกได้ว่าเป็นการประกาศให้หลาย ๆ ทีมโดยเฉพาะเมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เป็นคู่แข่งสำคัญ ว่าต่อจากนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะกระชากแชมป์ในทุก ๆ ปีมาไว้ที่บ้านของพวกเขา

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 เป็นต้นมาถ้วยแชมป์ที่ปราสาทสายฟ้ากวาดมาได้ มีตั้งแต่การคว้าแชมป์ลีกไปทั้งสิ้น 6 สมัย เอฟเอคัพ 4 สมัย และ ถ้วยลีกคัพอีก 5 สมัย กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของวงการลูกหนังไทยโดยความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากชายที่ชื่อ “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรที่ลงทุนลงแรงไปกับสโมสรอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการดึงนักเตะชื่อดังมากมายทั้งไทยและต่างชาติ อาทิเช่น ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต, อันเดรส ตูเญซ, สุเชาว์ นุชนุ่ม,จักรพันธ์ แก้ว พรม รวมถึงการพัฒนาในส่วนของทีมนักเตะเยาวชนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่แห่งทวีปเอเชีย

สิ่งหนึ่งที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยังขาดอยู่นั้นคือการคว้าแชมป์ในระดับทวีป ซึ่งพวกเขาเคยทำไว้ดีที่สุดคือเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งการที่พวกเขาพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งในตลอดหลายปีจะทำให้พวกเขาก้าวออกจากประเทศไปสู่การเป็นแชมป์ระดับเอเชียได้ในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัยแม้จะต้องเจอกระดูกชิ้นโตหลายต่อหลายทีมขวางทางพวกเขาไว้ก็ตามที

สำหรับวงการฟุตบอลลีกของประเทศไทยเราในตอนนี้ ต้องบอกว่ามีการพัฒนาไปอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวของผู้จัดการแข่งขัน กองเชียร์ และตัวของสโมสรเอง แต่ระดับการแข่งขันในช่วงหลายขวบปีที่ผ่านมานั้นช่างมีทีมที่สามารถพัฒนามาสู่การเป็นแชมป์ได้เพียงไม่กี่ทีมเท่านั้น เช่น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ถึงแม้การแข่งขันจะมีมาตรฐานที่สูงขึ้นเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วก็มักจะลงเอยด้วยชื่อของ 2 ทีมนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะทั้งฟุตบอลบอลลีกหรือฟุตบอลถ้วย แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ได้ปรากฏชื่อของทีมฟุตบอลทีมหนึ่งจากแดนล้านนาที่ขึ้นมาเขย่าบัลลังก์วงการลูกหนังเมืองไทย ให้ได้รู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้งทีมทีมนั้นมีชื่อว่า “สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด”

กว่างโซ้งไม่กลัวใคร

หากจะก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของประเทศให้ได้แล้ว การที่จะต้องเผชิญหน้ากับทุกทีมแล้วฝ่าฟันไปให้ได้คงไม่ใช่เรื่องแปลก หลังทีมสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด หรือเจ้าของฉายา “กว่างโซ้ง” สามารถพัฒนยกระดับทีมให้ก้าวมาอยู่ในแถวหน้าของวงการฟุตบอลไทย อย่างที่ได้เห็นเมื่อฤดูกาล 2018 ที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยในประเทศได้ครบหมดอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะทั้งศึกฟุตบอลรายการไทยแลนด์แชมเปี้ยนส์คัพ โตโยต้า ลีกคัพ และฟุตบอลรายการเอฟเอ คัพ ที่เป็นแชมป์ติดต่อกันถึงสองสมัย ในปี 2017-2018 หักปากการเซียนทุกชนิด เพราะขวบปีหลังสุดบอลถ้วยที่พวกเขาเข้าชิงต่างเจอยักษ์ใหญ่ของวงการลูกหนังไทยทั้ง บีจี ปทุมธานี ยูไนเต็ด แบงค์ค็อก ยูไนเต็ด รวมถึงทีมระดับท็อปของประเทศไทยนั่นคือ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่หากใครพูดถึงก็คงจะอดคิดไม่ได้ว่าทีมจากแดนล้านนาทีมนี้จะสามารถต่อกรกับทีมที่ว่ามาเหล่านี้ได้อย่างไร แต่ต้องบอกเลยว่าสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด มีการวางรากฐานทีมที่ดีมากในการพัฒนาทำทีม โดยเคยมีอดีตประธานอย่าง “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช เป็นประธานสโมสรที่อยู่กับทีมมาอย่างยาวนาน มีส่วนช่วยให้ทีมทีมนี้ที่อดีตเป็นเพียงทีมจังหวัดสามารถพัมนามาได้ถึงเพียงนี้

แต่ปัจจุบันในฤดูกาล2019 “บิ๊กฮั่น” มิติ ติยะไพรัช ได้ส่งไม้ต่อในตำแหน่งประธานสโมสรให้แก่ “มาดามฮาย” ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช เป็นผู้ทำทีมต่อ ซึ่งความรักที่มีต่อทีมของทั้งสองไม่แตกต่างกันเลย เห็นได้จากการที่แฟนบอลทีมนั้นต่างให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งเหล่านักเตะก็ยังเป็นแกนหลักหน้าเดิม ๆ ที่กวาดแชมป์บอลถ้วยมาได้ 2 ปี ติดต่อกัน อาทิเช่น บิล โรซิม่า, ชินภัทร ลีเอาะ, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, พิธิวัตร สุขจิตร ธรรมกุล, ธนะศักดิ์ ศรีใส ซึ่งผุ้เล่นชุดนี้แทบจะพัฒนามาด้วยกันอย่างต่อเนื่องจึงไม่แปลกที่จะรู้ใจกันเป็นอย่างดี

มุ่งสู่แชมป์ไทยลีก

ในฤดูกาล 2019 ที่กำลังขับเขี้ยวกันอยู่นี้ต้องบอกว่าสุสีเป้นอย่างมากระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ สิงห์เชียงราย ยุไนเต็ด สุดท้ายต้องมาลุ้นกันว่าทีมจากแดนล้านนาทีมนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรได้อีกครั้งหรือใหม่ซึ่งดูแล้วโอกาสยังช่างสดใสเหลือเกิน สำหรับนักพนันแล้วกรณีแบบนี้หลายคนอาจจะต้องกุมขมับ เพราะหากเดิมพันการได้แชมป์เอาไว้ อาจจะไม่ใช่ทีมหน้าเดิม ๆ เหมือนที่หยอดเงินไว้ตอนต้นฤดูกาลแล้ว ทว่าระหว่างการแข่งขันแต่ละทีม หากอยู่ข้างทีมเหล่านี้โอกาสที่จะเก็บแต้ม ตอดเงินมาได้ก็มีมากขึ้นเหมือนกัน

ถ้าจะกล่าวถึงวงการฟุตบอลไทยในตอนนี้ ต้องบอกว่ามีดาวรุ่งคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมาอย่างมากหน้าหลายตาแต่สำหรับชั่วโมงนี้คงจะไม่มีใครไม่รู้จักกับ “บุ๊ค” เอกนิษฐ์ ปัญญา มิดฟิลด์ตัวรุกที่สามารถเล่นในตำแหน่งปีกได้ด้วยเรียกได้ว่าในแนวรุกเขาสามารถเล่นได้เกือบหมด ด้วยรูปร่างที่สูงไม่มากนัก เพียง 171 เซนติเมตร ประกอบกับลักษณะการเล่นทำให้มีการเปรียบเทียบเจ้าตัวกับชนาธป สงกระสินธ์ รุ่นพี่ทีมชาติไทย แต่ต้องบอกเลยว่าเด็กหนุ่มผู้มีภูมิลำเนาจากจังหวัดเชียงรายคนนี้มีดีกว่าที่เห็นแน่นอน เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางค้าแข้งบนถนนสายลูกหนังของเขา

อายุไม่ใช่อุปสรรคสำหรับดาวรุ่งคนนี้

ที่เกริ่นมาในหัวข้อข้างต้นแบบนี้เพราะว่าผู้ที่ชื่นชอบฟุตบอลส่วนใหญ่มักจะคิดว่านักฟุตบอลที่อายุยังน้อย ประสบการณ์ในเวทีใหญ่ ๆ ยังไม่มากพอ จะยังไม่สามารถเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของทีม ๆ นั้นได้ แต่ “เอกนิษฐ์ ปัญญา” ได้ทำให้ความคิดของใครต่อใครต้องเปลี่ยนไป ย้อนกลับไปที่ปี 2015 ในเกมฟุตบอลไทยลีกระหว่างสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด พบกับ ศรีษะเกษ เอฟซี ในช่วง 3 นาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลาเป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มผู้เติมโตมากับทีม “กว่างโซ้งมหาภัย” จะได้สัมผัสผืนหญ้าของเกมฟุตบอลระดับอาชีพเป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น ส่งผลให้กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้นที่ได้ลงเล่นบนไทยลีก เวลา 3 นาทีของคนอื่น ๆ อาจจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับเขาแล้วมันคือการทำให้ความฝันกลายเป็นจริง

ท่ามกลางความสนใจของสื่อหลายสำนัก ที่แปลกใจว่าทำไมทีมสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ถึงได้กล้าส่งเด็กที่อายุน้อยขนาดนี้ลงไปเล่นในฟุตบอลระดับอาชีพได้ แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขากดดันแต่อย่างใด เมื่อเจ้าตัวได้รับการไว้วางใจให้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น และ “บิ๊กฮั่น” มิติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรที่ลงทุนให้โอกาสขัดเกลาเด็กคนนี้ให้มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นในยุคที่มีนักฟุตบอลเก่ง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย จนสิ้นฤดูกาล2015-2016 เอกนิษฐ์ จบลงด้วยการลงเล่นไปทั้งหมด18 นัด ยิงไปทั้งหมด 4 ประตู เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ สำหรับเด็กวัยเพียงเท่านี้ ถัดมาเพียง 1 ปี ชีวิตของ เอกนิษฐ์ ปัญญา ก็ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อทีมสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด แยกทางกับโค้ชโจ ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น ประกอบกับการที่บิ๊กฮั่น มิติ ติยะไพรัช เห็นว่าถึงเวลาที่เจ้าหนูคนนี้ต้องไปเก็บประสบการณ์ที่อื่นเพิ่ม จึงทำให้เจ้าตัวย้ายสู่ทีม “เชียงราย ซิตี้” ด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งฤดูกาล ซึ่งเขาก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจเล่นไป 26 นัด ยิงได้ 3 ประตู ต่อด้วยการย้ายไปเล่นให้อย่าง “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่เอฟซี ในปี 2018 จนสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ไทยลีก 1ได้สำเร็จด้วยวัยเพียง 19 ปี

เจ้าชายกว่างโซ้งมหาภัยคืนสู่เหย้า

หลังจากไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนพอ ในที่สุดสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ก็ดึงตัว เอกนิษฐ์ กลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้งเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการลุ้นแชมป์ ด้วยฟอร์มอันร้อนแรงจนถูกแฟนบอลขนานนามว่า “เจ้าชายแห่งทัพกว่างโซ้งมหาภัย” และล่าสุดยังตามด้วยการเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรก เรียกได้ว่าเจ้าหนูคนนี้จะต้องกลายเป็นอีกหนึ่งนักฟุตบอลไทยที่เป็นตำนานอีกคนได้อย่างแน่นอน ถ้ายังรักษาฟอร์มการเล่นและความขยัน อดทนได้ อย่างคงเส้นคงวา

วงการฟุตบอลนักเรียนหรือที่รู้จักกันในหมู่คนรักฟุตบอลว่า “วงการลูกหนังขาสั้น” นั้น เป็นวงการรากฐานฟุตบอลไทยที่มีส่วนช่วยในการพัฒนานักเตะระดับเยาวชนสู่ความเป็นมืออาชีพได้ โดยมีสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งฟูมฟักที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คุณผู้อ่านเคยได้ยินชื่อโรงเรียน “เทพศิรินทร์” กันหรือ ไม่โรงเรียนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนชั้นแนวหน้าในระดับฟุตบอลเยาวชน ที่ทั้งอดีตและปัจจุบันสามารถคว้าแชมป์ต่าง ๆ มาได้อย่างมากมายรวมถึงมีมนต์เสน่ห์เป็นอย่างยิ่งสำหรับทีมทีมนี้ทุกคนที่เคยผ่านหูผ่านตาชมการแข่งขันต่างชื่นชม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสด้วยตัวเองจึงจะได้เห็น

สปิริตสีเขียว-เหลือง

ทีมฟุตบอลโรงเรียนเทพศิรินทร์ หรือที่รู้จักกันในฉายา “ลูกแม่รำเพย” มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในด้านของกีฬาฟุตบอล สามารถคว้าแชมป์รายการต่าง ๆ มาได้อย่างมากมาย อาทิเช่น ฟุตบอลกรมพลศึกษา ถ้วยก., ฟุตบอลชิงแชมป์ทหารอากาศ, ฟุตบอลไรมินิสเตอร์ คัพ, ฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี และอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งในอดีตผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบันที่ถูกส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น เราจะเห็นทุกครั้งที่ทีมลูกแม่รำเพยลงทำการแข่งขันไม่ว่าจะใกล้ไกลหรือรายการใหญ่เล็กเพียงใด เหล่ากองเชียร์ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจะตามกันมาเชียร์ถึงที่พร้อมฉาบให้สังเวียนการแข่งขันนั้นกลายเป็นสี เขียว-เหลือง สีประจำโรงเรียนของพวกเขา พร้อมเพลงเชียร์ที่บ่งบอกถึงสปิริตของทีม “โอ้ นั่นคือใคร ใคร ๆ แสนสง่า นักกีฬาเทพศิรินทร์ มิใช่ใคร” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเพลงเชียร์ของโรงเรียนทีมนี้ที่ฟังดูแล้วถ้าเกิดลองจินตนาการเป็นนักกีฬาดูแล้ว คงได้ความฮีกเหิมอย่างแน่นอน ซึ่งกองเชียร์ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ถูกยกย่องว่าเป็นกองเชียร์ในระดับฟุตบอลนักเรียนที่ดีที่สุดทีมหนึ่ง

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนชั้นนำด้านฟุตบอลสิ่งที่กล่าวมานี้สามารถพิสูจน์ได้จากการเห็นศิษย์เก่าที่สามารถไต่เต้าไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพแถวหน้าของประเทศได้ ยกตัวอย่างเช่น พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี มิดฟิลด์กัปตันทีมของ สมุทรปราการ ซิตี้ ที่เป็นจอมทัพสำคัญในการยกระดับทีมรวมถึงยังสามารถก้าวสู่การติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้อีกด้วย หรือจะเป็นในยุคของ วรวุฒิ วังสวัสดิ์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติที่ลงเล่นให้กับทีมดังหลายต่อหลายทีม นอกจากนั้นยังมีนักฟุตบอลอีกมากของโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ยังไม่ได้กล่าว แต่เชื่อว่าไม่มีใครกล้าสบประมาททีมโรงเรียนนี้แน่ ๆ ปัจจุบันโรงเรียนเทพศิรินทร์ได้ผู้ฝึกสอนอย่างโค้ชอาร์ท “ธวัชชัย ทองฮวด” และ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดยาติไทย เข้ามาพัฒนาทีมให้กลับมาแข็งแกร่งน่าเกรงขามอีกครั้ง

พร้อมแล้วสำหรับจตุรมิตร

สำหรับฟุตบอลรายการจตุรมิตรสามัคคีที่กำลังจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง ชาวลูกแม่รำเพยต่างหมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมากที่จะคว้าถ้วยอันทรงเกียรตินี้ไว้ให้ได้ ด้วยตัวนักเตะและทีมงานผู้ฝึกสอนรวมถึงกองเชียร์ที่พร้อมเป็นอย่างยิ่ง มาคอยเอาใจช่วยให้พวกทำได้สำเร็จและประสบความสำเร็จให้ได้เพื่อสืบสานมนขลังต์นี้ต่อไป

กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความเข้าใจ การฝึกซ้อม บ่มเพาะเป็นเวลาพอสมควรจึงจะได้นักฟุตบอลมืออาชีพที่เก่งกาจเกิดขึ้นมาได้ จุดเริ่มต้นที่เป็นบ่อเกิดสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากทีมฟุตบอลโรงเรียนเสียส่วนใหญ่ หรือที่เราเรียกในกลุ่มของคนที่ชื่นชอบติดตามวงการฟุตบอลว่า “ลูกหนังขาสั้น” ที่เรียกตามกางเกงนักเรียนนั่นเองโดยส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มกันแต่ที่ช่วงอายุ 13-18 ปีเป็นต้นไป โดยปัจจุบันฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งของประเทศไทยเรา และต่างมีนักฟุตบอลระดับเยาวชนกำเนิดเกิดขึ้นมาอยู่มากมาย แต่น้อยคนนักที่จะได้ก้าวไปสู่จุดที่เรียกว่ามืออาชีพ เพราะปัจจัยต่าง ๆ มากมายด้วยสังคมที่มีสิ่งยั่วยุมากมาย สภาพแวดล้อมที่อาจไม่เพรียบพร้อม ทำให้เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก แต่ก็มีจำนวนหนึ่งที่ก้าวไปสู่ระดับมืออาชีพได้เช่นกัน นอกจากความเก่งกาจของตัวนักกีฬาเองยังต้องยกให้กับแต่ละสถาบันที่สามารถปลุกปั้นพวกเขาให้ไปถึงตามที่คาดหวัง

เวทีสร้างเสริมประสบการณ์นักเตะเยาวชน

เมื่อได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่นิยมกีฬาฟุตบอล เวทีการแข่งขันก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งในวงการฟุตบอลระดับเยาวชนก็เช่นกัน โดยมีเวทีหลักเป็นฟุตบอลกรมพลศึกษาทั้งถ้วย ก, ข, ค ที่มีการจัดการแข่งขันต่อเนื่องมายาวนานหลายสิบปี, มีการแบ่งรุ่นออกมาเพื่อความเท่าเทียมและมีมาตรฐานการตัดสินในแบบเดียวกับนักฟุตบอลระดับอาชีพ นอกจากนั้นยังมีรายการแข่งขันอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่น ฟุตบอล 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี, ฟุตบอลถ้วยเยาวชนกองทัพบก, ฟุตบอลโค้กคัพ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนแต่เป็นเวทีสร้างกระดูกและประสบการณ์ให้กับนักฟุตบอลเด็กทั้งสิ้น

เราจะเห็นได้ว่าโรงเรียนที่มีความพร้อมและส่งเสริมนักฟุตบอล ส่วนใหญ่จะมีชื่อเสียงในด้านที่สามารถทำให้พวกเขาก้าวไปสู่การนักเตะมืออาชีพที่ได้เล่นให้กับสโมสรชั้นนำของประเทศไทย เห็นได้ชัดอย่างกรณีของ “ธีรธร บุญมาทัน” แบ๊คซ้ายอันดับหนึ่งของทีมชาติไทย ที่ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับทีมโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ทีมชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ที่อดีตเจ้าตัวเคยลงเล่นให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี โรงเรียนชั้นนำในกีฬาฟุตบอลของประเทศไทยที่มีความเข้มข้นที่จะบ่มเพาะนักกีฬาฟุตบอลออกมาอยู่ตลอด เห็นได้จากการที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี จะมีแชมป์ติดไม้ติดมืออยู่เป็นประจำในทุก ๆ รุ่นที่ลงทำการแข่งขัน แต่ก็ยังมีอีกหลายโรงเรียนสร้างนักเตะชื่อดังออกมาได้เช่นกัน ซึ่งถือว่าผลดีนั้นจะตกอยู่กับใครไม่ใช่ที่ไหน แต่เป็นทีมชาติไทยที่รักยิ่งของเราที่จะมีนักเตะคุณภาพผลัดเปลี่ยนมาเป็นกำลังได้ เพื่อทดแทนรุ่นพี่ที่โรยราลงไปตามกาลเวลา

ครอบครัวอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ

วัยเรียนบุคคลที่ตัวเยาวชนจะได้รับการผลักดัน นอกจากทางโรงเรียนกับเหล่าอาจารย์ผู้ฝึกสอนแล้ว ครอบครัวของตัวนักเตะก็เช่นกัน หากได้รับการซัพพอร์ตที่ดี เข้าใจในสิ่งที่ตัวเยาวชนรัก ทุกอย่างจะสามารถประสานเป็นหนึ่งเดียวจนได้นักฟุตบอลมืออาชีพดี ๆ คนหนึ่ง ที่มีคุณภาพทั้งด้านการเป็นนักกีฬาและการเป็นบุคคลที่มีคุณภาพสู่สังคมต่อชาตินั่นเอง