หลังจากที่มีข่าวออกมาให้แฟนฟุตบอลชาวไทยได้ตื่นเต้นกันอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ดูเหมือนกับว่าข่าวคราวนั้นดูจะเงียบ ๆ ไป สำหรับข่าวการสนใจในตัวของ เจ ชนาธิป สงกระสินต์ กองกลางตัวรุกสัญชาติไทยของทาง เอลเซ่ ทีมฟุตบอลน้องใหม่ที่พึ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นสู่เวที ลา ลีกา ฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศสเปนได้แบบสด ๆ ร้อน ๆ นั้นมีความสนใจอย่างจริงจังที่จะดึงตัวเจ้าเจไปลากเลื้อยโชว์เพลงแข้งที่แดนกระทิงดุ

ว่ากันว่าทางสโมสรฝั่งนู้นได้เจรจารายละเอียดกับทางผู้จัดการของทางชนาธิปไปเรียบร้อยแล้ว มันจึงทำให้แฟนฟุตบอลชาวไทยตาเป็นประกายเลยทีเดียว เพราะมีความหวังจะได้เห็นนักฟุตบอลขวัญใจของพวกเราได้เล่นบนเวทีระดับโลกแบบนั้น ดังนั้นเมื่อกระแสข่าวที่ออกมาดูเหมือนว่าจะเงียบไปมันเลยทำให้แฟนบอลบ้านเรา ดูจะผิดหวังตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเกิดการตั้งคำถามว่าข่าวที่ออกมานั้นเป็นข่าวจริงหรือว่าเป็นแค่ข่าวโคมลอยกันแน่

ซึ่งหากลองวิเคราะห์กันดูแล้วจะเห็นว่าข่าวนี้มีความเป็นไปได้สูงมากเลยทีเดียวที่จะเป็นความจริง เพราะด้วยความที่เอลเซ่นั้นเป็นทีมน้องใหม่ที่พึ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมา งบประมาณในการทำทีมนั้นน่าจะยังคงมีไม่มากนัก ดังนั้นการดึงแข้งจากตลาดเอเชียน่าจะเป็นทางเลือกในการทำทีมที่เหมาะสม เพราะเราก็เห็นกันมาอยู่บ่อย ๆ ว่าตลาดใหญ่เอเชียอย่างเจลีกนั้นเป็นที่ที่บรรดาทีมเล็กในยุโรปมาจับจ่ายผู้เล่นฝีเท้าดีราคาถูกไปร่วมทีม และปลุกปั้นจนโด่งดังขายทำกำไรมาแล้วตั้งหลายคน และตัวชนาธิปเองก็ถือว่าสอบผ่านในระดับเจลีกมาแล้วอย่างสวยงามอีกด้วย ส่วนในเรื่องสรีระที่ดูแล้วเขาน่าจะเสียเปรียบผู้เล่นต่างชาติอยู่บ้างก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะที่ญี่ปุ่นเขาก็เจอกับคู่ต่อสู้ระดับนี้อยู่มากพอสมควรแถมฟุตบอลสเปนเองก็เน้นที่การจ่ายบอลและการเคลื่อนที่ซึ่งตัวเขาเองก็ทำได้ดีอีกด้วย และนอกจากเรื่องภายในสนามแล้วเรื่องฐานแฟนบอลก็ได้ประโยชน์พอสมควรเลยทีเดียว ด้วยความที่ชนาธิปนอกจากจะเป็นขวัญใจแฟนบอลไทยแล้วเขาก็ยังชนะใจแฟนบอลที่ซัปโปโรไม่น้อยอีกด้วย

เมื่อวิเคราะห์จากปัจจัยบวกที่ว่ามาข้างต้นนั้นจะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ตัวของชนาธิปนั้นจะได้รับความสนใจจากสโมสรเอลเซ่จริง เพียงแต่ว่าอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากที่ทางสโมสรและผู้จัดการส่วนตัวจะจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านความกังวลเกี่ยวการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงไม่สามารถควบคุมได้ หรือความกังวลเรื่องรายรับรายจ่ายของสโมสรหลังการแพร่ระบาดที่ส่งผลกระทบโดยตรงสู่ทุกทีม รวมไปถึงอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวเองที่อาจจะทำให้การตรวจร่างกายยังไม่ผ่านหรือทางเอลเซ่กังวลว่าจะยาว หรือแม้กระทั่งทางฝั่งซัปโปโรเองก็อาจจะยังอยากเก็บเขาไว้ช่วยทีมต่ออีกก็ได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดต้องบอกเลยว่าข่าวนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูง เพียงแต่ว่าจะต้องลุ้นกันแบบยาว ๆ เลยทีเดียวสำหรับแฟนบอลชาวไทย

เชื่อว่าใครต่อใครที่เล่นกีฬาฟุตบอลต่างก็มีความฝันที่จะกลายเป็นนักเตะอาชีพ แต่จะมีซักกี่คนที่ได้ก้าวไปอยู่ในจุดนั้นได้จริง ๆ หรือถึงแม้จะไปถึงได้ก็เสียเวลาไปหลายสิบปี แต่เราอยากจะแนะนำเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีอายุเพียง 17 ปี ผู้กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมชุดใหญ่ของสโมสรอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่างทีม “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำไมยอดทีมระดับนี้ถึงได้ไว้วางใจให้เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาเป็นกำลังหลักของทีม เพื่อคลายความสงสัยเราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่แน่ว่าหลังอ่านบทความนี้จนจบท่านจะกลายเป็นแฟนคลับของเขาในอนาคตก็เป็นได้

ชีวิตและภาระที่ต้องแบกของเด็กหนุ่มผู้ตามหาความฝัน

ศุภณัฐ เหมือนตา หรือ “แบงค์” เกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2545 ปัจจุบันอายุ 17 ปี ภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ เพียงอายุย่างเข้าขวบปีที่ 4 เขาก็ได้รู้จักกีฬาลูกหนังที่ชื่อว่าฟุตบอล กีฬาที่จะทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปสู่เรื่องราวบทใหม่ในอนาคต ท่ามกลางครอบครัวเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพหลักของชาวภาคอีสานหลายท่าน แบงค์ได้หันมาสนใจการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังโดยมี “เช็ค” สุภโชค สารชาติ พี่ชายต่างพ่อเป็นคนชี้นำเส้นทางเริ่มจากการเป็นนักกีฬาฟุตบอลตัวหลักให้กับโรงเรียนหัวเสือ จังหวัดศรีสะเกษ โดยเขาเริ่มเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าคู่กับพี่ชายของตัวเอง วันเวลาล่วงเลยผ่านไป เช็คผู้เป็นพี่ได้ทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จหลังสามารถคัดตัวผ่านเข้าสู่อะคาเดมี่ของ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่ไทยลีก ขณะนั้นแบงค์ก็ยังคงเป็นนักบอลเดินสายเตะตามทัวนาเมนต์ฟุตบอลต่าง ๆ อยู่ เมื่อเห็นผู้เป็นพี่ก้าวไปสู่ขั้นที่เรียกว่าเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้อย่างเต็มตัว ก็เหมือนเป็นการปลุกไฟในตัว

เมื่ออายุ12ปีบริบูรณ์แบงค์จึงไม่รอช้าเก็บกระเป๋าพร้อมรองเท้าสตั๊ดอาวุธคู่กายมุ่งสู่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่โรงเรียนภัทรบพิตร บุรีรัมย์ โรงเรียนที่เป็นอะคาเดมี่ของทีมปราสาทสายฟ้า ท่ามกลางการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของครอบครัว ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมชั้นนำของไทยลีกก็คงจะไม่พลาดคว้าเพชรเม็ดงามนี้ไว้ในมือ ใช่แล้วเด็กหนุ่มคนนนี้ทำได้สำเร็จแต่ชีวิตที่ต้องห่างไกลบ้านพร้อมแบกความหวังไว้ช่างไม่ง่ายเลย แต่เพราะความรักในฟุตบอลเด็กหนุ่มคนนี้ก้มหน้าก้มตาไล่ล่าความฝันอย่างไม่ลดละ จนผลของความพยายามตอบแทนด้วยการก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและประเดิมสนามเกมไทยลีกครั้งแรกด้วยวัยเพียง 15 ปี 11 เดือนกับอีก 5 วัน ในเกมพบกับนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ซึ่งถือเป็นสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในเกมไทยลีก และยังสามารถพังประตูแรกในเกมเอาชนะแอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ในฤดูกาลเดียวกัน ก่อนที่ต่อมาจะกลายเป็นกำลังหลักให้กับทีมพร้อมสุภโชค สารชาติ พี่ชายแท้ ๆ ของเขาได้สำเร็จ

เชื่อมั่นในตัวเองและลงมือทำ

หากเราเจอความฝันของตัวเองแล้ว การเชื่อมั่นและลงมือทำเหมือนที่ ศุภณัฐ เหมือนตา แสดงให้เห็นว่าอายุไม่ใช่สิ่งที่จำกัดเราได้ ซึ่งผลก็ตามที่เราได้เห็นว่าเขาพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นนักฟุตบอลชื่อดัง รวมถึงกำลังหลักของทีมชาติได้ในอนาคต หวังว่าเราจะได้เห็นหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังและพาทีมชาติประสบความสำเร็จได้ในอนาคตอันใกล้นี้

วงการฟุตบอลนักเรียนหรือที่รู้จักกันในหมู่คนรักฟุตบอลว่า “วงการลูกหนังขาสั้น” นั้น เป็นวงการรากฐานฟุตบอลไทยที่มีส่วนช่วยในการพัฒนานักเตะระดับเยาวชนสู่ความเป็นมืออาชีพได้ โดยมีสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งฟูมฟักที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คุณผู้อ่านเคยได้ยินชื่อโรงเรียน “เทพศิรินทร์” กันหรือ ไม่โรงเรียนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนชั้นแนวหน้าในระดับฟุตบอลเยาวชน ที่ทั้งอดีตและปัจจุบันสามารถคว้าแชมป์ต่าง ๆ มาได้อย่างมากมายรวมถึงมีมนต์เสน่ห์เป็นอย่างยิ่งสำหรับทีมทีมนี้ทุกคนที่เคยผ่านหูผ่านตาชมการแข่งขันต่างชื่นชม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสด้วยตัวเองจึงจะได้เห็น

สปิริตสีเขียว-เหลือง

ทีมฟุตบอลโรงเรียนเทพศิรินทร์ หรือที่รู้จักกันในฉายา “ลูกแม่รำเพย” มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในด้านของกีฬาฟุตบอล สามารถคว้าแชมป์รายการต่าง ๆ มาได้อย่างมากมาย อาทิเช่น ฟุตบอลกรมพลศึกษา ถ้วยก., ฟุตบอลชิงแชมป์ทหารอากาศ, ฟุตบอลไรมินิสเตอร์ คัพ, ฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี และอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งในอดีตผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบันที่ถูกส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น เราจะเห็นทุกครั้งที่ทีมลูกแม่รำเพยลงทำการแข่งขันไม่ว่าจะใกล้ไกลหรือรายการใหญ่เล็กเพียงใด เหล่ากองเชียร์ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจะตามกันมาเชียร์ถึงที่พร้อมฉาบให้สังเวียนการแข่งขันนั้นกลายเป็นสี เขียว-เหลือง สีประจำโรงเรียนของพวกเขา พร้อมเพลงเชียร์ที่บ่งบอกถึงสปิริตของทีม “โอ้ นั่นคือใคร ใคร ๆ แสนสง่า นักกีฬาเทพศิรินทร์ มิใช่ใคร” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเพลงเชียร์ของโรงเรียนทีมนี้ที่ฟังดูแล้วถ้าเกิดลองจินตนาการเป็นนักกีฬาดูแล้ว คงได้ความฮีกเหิมอย่างแน่นอน ซึ่งกองเชียร์ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ถูกยกย่องว่าเป็นกองเชียร์ในระดับฟุตบอลนักเรียนที่ดีที่สุดทีมหนึ่ง

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนชั้นนำด้านฟุตบอลสิ่งที่กล่าวมานี้สามารถพิสูจน์ได้จากการเห็นศิษย์เก่าที่สามารถไต่เต้าไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพแถวหน้าของประเทศได้ ยกตัวอย่างเช่น พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี มิดฟิลด์กัปตันทีมของ สมุทรปราการ ซิตี้ ที่เป็นจอมทัพสำคัญในการยกระดับทีมรวมถึงยังสามารถก้าวสู่การติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้อีกด้วย หรือจะเป็นในยุคของ วรวุฒิ วังสวัสดิ์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติที่ลงเล่นให้กับทีมดังหลายต่อหลายทีม นอกจากนั้นยังมีนักฟุตบอลอีกมากของโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ยังไม่ได้กล่าว แต่เชื่อว่าไม่มีใครกล้าสบประมาททีมโรงเรียนนี้แน่ ๆ ปัจจุบันโรงเรียนเทพศิรินทร์ได้ผู้ฝึกสอนอย่างโค้ชอาร์ท “ธวัชชัย ทองฮวด” และ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดยาติไทย เข้ามาพัฒนาทีมให้กลับมาแข็งแกร่งน่าเกรงขามอีกครั้ง

พร้อมแล้วสำหรับจตุรมิตร

สำหรับฟุตบอลรายการจตุรมิตรสามัคคีที่กำลังจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง ชาวลูกแม่รำเพยต่างหมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมากที่จะคว้าถ้วยอันทรงเกียรตินี้ไว้ให้ได้ ด้วยตัวนักเตะและทีมงานผู้ฝึกสอนรวมถึงกองเชียร์ที่พร้อมเป็นอย่างยิ่ง มาคอยเอาใจช่วยให้พวกทำได้สำเร็จและประสบความสำเร็จให้ได้เพื่อสืบสานมนขลังต์นี้ต่อไป